วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 5

สิ่งที่ได้เรียนรู้

   สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ 2 เพื่อนออกมานำเสนองานสิ่งที่นำเสนอ                        
   การเขียนชีวประวัติ คือการเขียนถึงคนอื่นซึ่งแตกต่างจาก อัตชีวประวัติคือการเขียนถึงตัวเอง 
   การเขียนเรียงความ เทคนิคการเขียนจะประกอบไปด้วย ส่วนคือส่วนนำ ส่วนเนื้อหา ส่วนสรุป                     ส่วนนำจะมีได้ แค่ย่อหน้าเดียว ส่วนของเนื้อหามาสามารถมีได้หลายย่อหน้า ส่วนสรุปได้แค่ย่อหน้าเดียว               
   การกล่าวเปิดปิดงาน ไว้ใช้ในพิธีการกล่าวงานสำคัญ
   คำขวัญ เป็นคำที่แต่งขึ้นเพื่อเตือนใต้องสั้นกะทัดรัด   

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

     การเขียนเรียงความ
 สารัตถภาพ คือ การเน้นสาระสำคัญของย่อหน้าแต่ละย่อหน้า และของเรื่องทั้งหมด โดยใช้ประโยคสั้น ๆ สรุปกินความทั้งหมด

     การกล่าว เปิด ปิด งาน 
คำว่า กราบเรียน ใช้กับนายกรฐมนตรี
   
ข้อเสนอแนะ
   การนำเสนองาน ควรมีกิจกรรมและของรางวัลมาแจกเพื่อนๆ อีก เพราะจะเป็นวิธี 1ที่ทำให้เพื่อนสนใจเรื่องที่กลุ่มนำเสนอ

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อัตชีวประวัติ

อัตชีวประวัติ

            ชื่อ นางสาวเนตรนารี บุญประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2536 ปัจจุบันอายุ 20 ปี    เป็นคนจังหวัดอุทัยธานี มีพี่น้อง 3 คน มีพี่สาว 1 คน  น้องชาย 1 คน ดิฉันเป็นลูกคนที่ 2 พ่อของฉันชื่อ   นาย บุญฤทธิ์ บุญประเสริฐ    อายุ 52 ปี แม่ของฉันชื่อ นาง รุ่งนภา บุญประเสริฐ อายุ 49 ปี มีอาชีพ ทำไร่ทำนาพ่อแม่ของฉันเป็นคนขยันขันแข็งมากในสภาพครอบครัวของฉันก็อยู่กันอย่างอบอุ่นมากถึงแม้ว่าจะเป็นครอบครัวเล็กๆ ทุกๆคนก็คอยเอาใจใส่กันคอยเป็นห่วงซึ่งกันและกัน ฉันสนิทกับแม่คุยปรึกษาแม่ได้ทุกๆเรื่องเลยแม่ก็จะสอนและให้ข้อคิดอย่างสม่ำเสมอ                                                          เมื่อฉันจบการเรียนในช่วงมัธยมศึกษา ก็ต้องมีการสอบเข้าต่อในมหาวิทยาลัย ฉันรู้สึกว่าตัวเองอยากจะเรียนด้านคหกรรมศาสตร์ซึ่งจะเกี่ยวกับด้านการทำอาหาร จึงเลือกที่จะสอบแต่คณะที่ตัวฉันเองอยากเรียนหลากหลายมหาวิทยาลัยโดยไม่ได้ปรึกษาพ่อกับแม่เลย แต่บังเอิญครั้งหนึ่งที่ต้องไปสอบเพราะเพื่อนชวนไปสอบเป็นเพื่อนกันนั้นก็คือสอบคณะครุศาสตร์ พอผลสอบของทุกมหาวิทยาลัยที่ได้ไปสอบออกมาติดทั้งคณะครุศาสตร์และคหกรรมศาสตร์  ส่วนตัวดิฉันเองไม่ต้องพูดถึงว่าอยากเรียนคณะอะไร แต่ทุกอย่างที่จะทำต้องปรึกษาพ่อกับแม่ก่อน พอได้คุยกันพ่อถามมาคำพูดหนึ่งว่าถ้าเรียนทำอาหารจบมาจะมั่นคงได้แค่ไหน  จะมีงานทำแน่นอนหรือไม่ ซึ่งดิฉันเองก็ตอบไม่ได้ สรุปว่า พ่อกับแม่อยากให้เรียนครู นั้นก็คือคณะครุศาสตร์ตอนแรกรู้สึกเสียใจแต่คิดอีกทีคือท่านก็คงอยากให้เรามีงานที่ดีทำมีอาชีพที่มั่นคง เพราะท่านสองคนก็แก่ขึ้นทุกๆดิฉันจึงได้ตัดสินใจเรียนคณะครุศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต   ตอนอยู่ปี1 ได้ใส่ชุดนักศึกษาคู่กับรองเท้าคัทชูสีดำ รวบผมให้เรียบร้อยแต่งตัวให้เป็นเฟรชชี่ที่น่ารักที่สุด ปี 2 ฉันรู้สึกว่ากลัวเรียนจบแล้วไม่มีความรู้ไม่สอนเด็กๆและต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเรียนเอกอะไรดี  จะเรียนอะไรก็คงยากเหมือนกันทุกๆวิชาทุกๆสาขาแต่อยู่ที่ว่าความยากง่ายและความเข้าใจที่เราจะสามารถนำไปปรับใช้ปฏิบัติได้ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การที่เราก้าวมาสู่รั้วมหาวิทยาลัยนั้นแตกต่างจากโรงเรียนมากเพราะในโรงเรียนครูคอยดูแลช่วยเหลือเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลาแต่กับอยู่มหาวิทยาลัยอาจารย์เขาคิดว่าเด็กๆโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วไม่ต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลาเรียนเลิกเสร็จก็หมดภาระหน้าที่ของครูแล้วซึ่งแตกต่างจากครูในโรงเรียนมาก                                                                                                               ชีวิตในอนาคตที่ต้องคำนึงอยู่ตลอดเวลา นั้นก็คือ อยากเรียนให้จบ มีหน้าที่การงานทำ ทุกๆวันนี้ที่ฉันได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ก็ต้องขอขอบพระคุณพ่อคุณแม่ที่ได้ให้ฉันมีในวันนี้และได้มาเรียนถึง ณ จุดนี้ได้  การที่ฉันได้มาเรียนครุศาสตร์ ทำให้ฉันรู้ว่าการเป็นคนที่บุคลิกภาพที่ดีน่านับถือ มีเสน่ห์ รู้จักไปลามาไหว้แบบนี้เขาเรียกว่าคนอัธยาศัยดีมีเราจะเป็นครูที่ดีต้องสอนอย่างไรทำอย่างไร ให้ผู้ฟังเราตลอดเวลาเราสอนไม่เกิดความเครียดน่าเบื่อ เป็นอย่างไร หากในอนาคตดิฉันเป็นครูก็จะเป็นครูที่ดีจะนำเอาคำสอนที่ได้เรียนมาปฏิบัติใช้กับเด็กนักเรียนต่อไป

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 4

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้

มีเพื่อนทั้งสามกลุ่มออกมานำเสนอการเขียน 3 แบบ คือ การเขียนอัตชีวประวัติ การเขียนวิจารณ์ และการเขียนเพื่อเล่าเรื่อง

การเขียนอัตชีวประวัติ
อัตชีวประวัติ คือ ประวัติที่เจ้าของเขียนหรือเล่าด้วยตนเอง, อัตชีวประวัติจัดเป็นสารคดีประเภทหนึ่งซึ่งแสดงทัศนะต่อชีวิตผ่านประสบการณ์ตรงของผู้แต่ง ผู้ซึ่งมักจะได้ครุ่นคิดหาความหมายของชีวิตมาด้วยตนเองและยินดีเปิดเผยแก่สาธารณชน
การเขียนวิจารณ์ 
หลักในการวิจารณ์งานเขียนเฉพาะประเภท
  งานเขียนแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะของตนเอง การศึกษาเพื่อเป็นพื้นฐานในที่นี้ จะแบ่งออกเป็น งานร้อยกรองบทสั้นและงานเขียนที่เป็นเรื่อง ทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ดังนี้
๑. งานร้อนกรองบทสั้น ในที่นี้คือ งานร้อยกรรองที่ผู้เขียนไม่ได้ผูกเป็นเรื่องยาว แต่เป็นร้อยกรองที่กวีประพันธ์ขึ้น เพื่อสื่อความหมายสั้น ๆ หรือเป็นบทร้อยกรอง ที่คัดตัดตอนออกมาจากงานร้อยกรองที่เป็นเรื่องขนาดยาว หลักในการวิเคราะห์อาจแบ่งได้ดังนี้


๑.๑ ฉันทลักษณ์ การศึกษาฉันทลักษณ์อาจจะช่วยชี้แนะแนวทางของความต้องการของผู้เขียนหรือกวีได้บ้าง เนื่องจากจังหวะของฉันทลักษณ์ย่อมจะนำผู้อ่านให้เกิดความรู้สึกต่างๆ ได้เช่นเดียวกับเสียงดนตรี เช่น "โครงสี่สุภาพ" ผู้เขียนมักจะใช้เมื่อต้องการใช้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสง่างาม ส่วน "กลอน" "กาพย์ยานี" ผู้เขียนมักใช้เมื่อต้องการให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกอ่อนหวาน เรียบง่าย เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า ฉันทลักษณ์เพียงอย่างเดียวจะสามารถแบ่งชัดอารมณ์ที่แท้จริงของบทร้อยกรองได้เสมอไป
๑.๒ ความหมาย นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่เราต้องศึกษาให้ทราบแน่ชัดลงไปว่าบทร้อยกรองที่วิจารณ์นั้นกล่าวถึงเรื่องอะไร ในขั้นนี้ผู้วิจารณ์จะต้องศึกษาความหมายของคำในบทร้อยกรองให้ละเอียด เพื่อจะได้ตีความหมายของบบทร้อยกรองนั้น ๆ ได้ถูกต้องที่สุด
๑.๓ น้ำเสียง เป็นสื่อให้ผู้อ่านทราบถึงความคิดของผู้เขียนว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่กล่าวถึง
๑.๔ จุดมุ่งหมายของผู้เขียน เมื่อเราศึกษาบทร้อยกรองเพื่อวิจารณ์ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การศึกษาจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ทั้งที่ผู้เขียนแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด และทั้งที่เราวิเคราะห์ได้เองจากภาษา น้ำเสียง และลีลาของบทร้อยกรองนั้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยชี้แนะให้เราทราบจุดมุ่งหมายของผู้เขียนได้ แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้บอกออกมาตรงๆ๒. งานเขียนที่เป็นเรื่องทั้งบทร้อยกรองและร้อยแก้ว งานเขียนที่เป็นเรื่อง หมายถึง งานเขียนที่ผูกเป็นเรื่อง มีตัวละคร ฉาก ไม่ว่างานนั้นจะเป็นร้อยแก้ว เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย ร้อยกรอง บทละคร เมื่อวิจารณ์งานเขียนประเภทนี้ทั้งเรื่องก็จะมีหลักที่จะเป็นแนววิเคราะห์ได้
การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง คือ การนำเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งผู้เขียนที่ประสบกับตนเองหรือบุคคลอื่น มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านทราบ
จุดประสงค์ในการเขียน
1. เกิดความเพลิดเพลิน
2. เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นทราบ
3. เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์
4. เพื่อเป็นคติสอนใจและแนวทางในการดำเนินชีวิต
ลักษณะของการเล่าเรื่องที่ดี
1. มีการเริ่มเรื่องดี
2. มีรายละเอียดน่าสนใจ
3. ประกอบด้วยตัวละครที่น่าสนใจ
4. เป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ที่ไม่ใช่ปกติธรรมดา
5. มีจุดสุดยอดที่ตื่นเต้นเร้าใจ
6. แทรกความขบขัน
7. ทำให้เกิดความเข้าใจใคร่ติดตาม
8. จบเรื่องเหมาะสม
ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
การให้เพื่อนพูดอัตชีวประวัติของตนเองที่หน้าชั้นเรียน หรือการให้เพื่อนๆเล่นเกม ทำให้เพื่อนตั้งใจที่ฟังเพื่อนที่อยู่หน้าชั้นนำเสนอและร่วมทำกิจกรรม ดิฉันจึงคิดที่จะนำกลวิธีที่น่าสนใจที่เพื่อนแต่ละกลุ่มได้ใช้ไป มาประยุกต์ใข้กับกลุ่มของดิฉันข้อเสนอแนะ
ครั้งต่อไปในการนำเสนออยากให้มีวีดีโอหรือเกมเพื่อจูงใจให้ผู้ฟังเกิดความสนใจผู้นำเสนอ